วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ความรู้พื้นฐานเรื่องการจัดเส้นขอบกระดาษก่อนพิมพ์

การจัดเส้นขอบของกระดาษจำเป็นอย่างมากในการพิมพ์เอกสารรายงานวิชาการต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับรูปแบบกฎเกณฑ์ที่กำหนดของแต่ละหน่วยงานอีกที แต่ส่วนใหญ่มีความคล้ายคลึงกัน
การกำหนดเส้นขอบต่างๆ เป็นไปเพื่อความสวยงามและความเป็นสากลที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้ โดยเฉพาะการพิมพ์รายงานการศึกษาเอกเทศ การค้นคว้าแบบอิสระ การทำภาคนิพนธ์ การวิจัย การทำวิทยานิพนธ์ การทำดุษฎีนิพนธ์ ล้วนแล้วแต่มีรูปแบบที่เหมือนกัน ซึ่งอยู่กับสถาบันนั้น ๆ กำหนดขึ้นตามคู่มือการจัดพิมพ์รายงาน
เหตุผลของการจัดกระดาษและขอบกระดาษอันเนื่องมากจากความเป็นระเบียบเรียบร้อยของงานวิชาการเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก หากพิมพ์แล้วจัดการพิมพ์ไม่มีรูปแบบ อาจทำให้เวลาเข้าเล่ม ตัวหนังสืออยู่ชิดมุมด้านในของเอกสารมากเกินไป คนอ่านก็อ่านไม่ออกต้องเดา คงไม่ดีแน่ถ้าเอกสารผลงานวิชาการขาดความสมบูรณ์อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพื่อเป็นการใช้มาตรฐานเดียวกันทุก ๆ เล่ม ผู้เขียนรายงานจำเป็นต้องจัดเอกสารให้เป็น รู้จักหลักของการจัดพิมพ์เอกสารพอสมควร
สำหรับการจัดเส้นขอบ
ใช้หน่วยเป็นนิ้ว เป็นเมตร เป็นเซนติเมตรก็แล้วแต่ความสะดวกและความถนัดของแต่ละคน
ส่วนตัวแล้วผู้เขียนชื่นชอบการกำหนดหน่วยวัดเส้นขอบเป็นนิ้วมากกว่า
การกำหนดเส้น กำหนดขอบต่างๆ ที่ควรรู้
การกำหนดขนาดของมุมกระดาษโดยพื้นฐานเป็นที่รู้กันว่ามี 4 มุม
มุมบน มุมล่าง มุมซ้าย มุมขวา มุมทุกมุมต้องผ่านการกำหนดขอบเขตที่ต้องการเพื่อให้ในงานพิมพ์รายงานวิชาการ
จึงควรกำหนดดังนี้
มุมบน นิยมกำหนดขนาดที่ 1 นิ้วครึ่ง
มุมล่าง นิยมกำหนดขนาดที่ 1 นิ้ว
มุมซ้าย นิยมกำหนดขนาดที่ 1 นิ้วครึ่ง
มุมขาว นิยมกำหนดขนาดที่ 1 นิ้ว
ท่านสามารถกำหนดได้ตามนี้
แต่มีเทคนิคเพิ่มเติมเล็กน้อย
คือ หน้าบท หน้าแรกของแต่ละบทมีข้อกำหนดพิเศษ คือ ต้องกำหนดที่มุมบนที่ 2 นิ้ว หน้าต่อไปถึงจะเป็น 1 นิ้วครึ่ง จำง่ายๆ คือ หน้า บทนำ บทที่ 2 บทที่ 3 บทที่ 4 บทที่ 5 ใช้มุมบน 2 นิ้ว
ส่วนอื่นๆ ใช้ตามมาตรฐานที่ให้ไว้ในข้างต้น
เขียน วันที่ 14/05/2554
ผู้เขียน พยัคฆ์กูรู



ที่มาเนื้อหา
www.newnaew.net



ความรู้พื้นฐานเรื่องการพิมพ์

พื้นฐานความรู้เรื่องการพิมพ์เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะถ้าหากไม่มีพื้นฐานการพิมพ์จะทำให้เสียเวลาในการพิมพ์มาก การฝึกฝนและการเรียนวิธีใช้เครื่องพิมพ์อย่างเช่นคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งที่จำเป็นและควรรู้ ซึ่งในสมัยก่อนการพิมพ์ต้องอาศัยเครื่องพิมพ์ดีดในการพิมพ์เอกสาร
แต่สำหรับในยุคปัจจุบันการพิมพ์ใช้คอมพิวเตอร์ซึ่งสะดวก และรวดเร็วสามารถทบทวนตรวจสอบความถูกต้องได้ดีกว่าการพิมพ์ด้วยพิมพ์ดีด สำหรับผู้เรียนรู้การพิมพ์ดีดย่อมมีข้อดีเช่นกัน คือ การพิมพ์จากเครื่องพิมพ์ดีดกับการพิมพ์จากคอมพิวเตอร์มีแป้นพิมพ์ที่เหมือนกัน การเรียนพิมพ์ดีด ช่วยให้การพิมพ์เกิดความรวดเร็วมากขึ้น
พื้นฐานการพิมพ์กับการวางมือเหมือนกัน คือ การวางนิ้วทั้ง 8 นิ้ว เป็นไปตามรูปแบบการพิมพ์จากเครื่องพิมพ์ดีด เช่น
มือซ้าย
ฟ ห ก ด ่ ๅ ส ว เป็นต้น
ตัว ฟ ให้วางนิ้วก้อยซ้ายลงไป
ตัว ห ให้วางนิ้วนางซ้ายลงไป
ตัว ก ให้วางนิ้วกลางซ้ายลงไป
ตัว ด ให้วางนิ้วชี้ซ้ายลงไป
ส่วนมือขวา
ไม้ ่ ให้วางนิ้วชี้ขวาลงไป
สระ ๅ ให้วางนิ้วกลางขวาลงไป
ตัว ส ให้วางนิ้วนางขวาลงไป
ตัว ว ให้วางนิ้วก้อยขวาลงไป
ส่วนโปรแกรมที่ใช้สำหรับพิมพ์เอกสาร คือ โปรแกรม Microsoft Word
สำหรับในรุ่นปัจจุบันคือ รุ่น 2010
ความจริงแล้วในแต่ละรุ่นมีความคล้ายคลึงกัน ผู้ที่คุ้นเคยการทำงานโปรแกรมดังกล่าวมาแล้วสามารถเรียนรู้การพิมพ์ได้ไม่ยาก
สำหรับส่วนตัวแล้วผู้เขียนคิดว่า รุ่น 2007 ถือว่าใช้งานได้ดีมาก เหมาะสำหรับการพิมพ์รายงานวิชาการ เนื่องจากมีสูตรทางคณิตศาสตร์และสัญลักษณ์ที่จำเป็น
ส่วนระดับสูงกว่านี้น่าจะเหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานเอกสารในขั้นสูง ระดับผู้พิมพ์ทั่วไปไม่จำเป็นต้องใช้ระดับความสามารถของโปรแกรมที่สูงมากก็ได้ เลือกตามความเหมาะสมแล้วกันนะครับ
เขียน วันที่ 14/05/2554
ผู้เขียน พยัคฆ์กูรู

อ้างอิงข้อมูลจาก
newnaew.net

ความรู้พื้นฐานเรื่องกระดาษสำหรับทำผลงานวิชาการ

ความรู้พื้นฐานเรื่องกระดาษ

โดยปกติการเขียนรายงานต่างๆ ที่เป็นทางการนิยมใช้กระดาษที่มีความหนา 80 แกรมขึ้นไป เพื่อความชัดเจนของตัวอักษรและกระดาษที่มีความสวยงามเป็นมาตรฐานเดียวกัน การเลือกใช้ระดาษจึงมีความสำคัญไม่น้อย

การเรียนรู้ในเรื่องกระดาษจึงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ที่เราจะใช้กระดาษอะไรก็ได้ เพราปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านกระดาษมีความก้าวหน้าไปมาก ซึ่งตามท้องตลาดโดยทั่วไปกระดาษมีหลายชนิด การเลือกกระดาษสำหรับนำมาจัดพิมพ์รายงานจึงสำคัญไม่น้อยไปกว่าการพิมพ์รายงาน

กระดาษที่นิยมใช้ในงานพิมพ์
กระดาษ A4 เป็นกระดาษที่นิยมใช้มากที่สุด เหมาะสำหรับการจัดทำรายงานและการพิมพ์เอกสารต่าง
กระดาษ F4 เป็นกระดาษที่มีความยาวกว่ากระดาษ A4 นิยมใช้ในการพิมพ์ข้อสอบ หรือพิมพ์บทความที่มีความยาวกว่าปกติ
กระดาษอาร์ต ขนาด A4 เป็นกระดาษที่มีความทนทานสวยงามนิยมนำมาจักพิมพ์รายงานเช่นกัน แต่เนื่องจากราคาค่อนข้างสูงจึงไม่ถูกนำมาใช้งานทั่วไป ใช้สำหรับพิมพ์งานหน้าสำคัญ ๆ เช่น หน้าที่มีรูปภาพประกอบหรือแผนภูมิต่างๆ เป็นต้น
ความหนาของกระดาษ
การเลือกซื้อกระดาษมีความหน้าที่แตกต่างกัน จึงควรพิจารณาก่อนซื้อเสมอ เนื่องจากเทคโนโลยีทางด้านการผลิตกระดาษที่ตอบสนองต่อความต้องการในการใช้งานของกระดาษที่แตกต่างกัน ความหนาจึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้ราคากระดาษมีคาราที่ไม่เท่ากัน
เช่น
ความหนาของกระดาษประมาณ 70 แกรม เป็นกระดาษที่นิยมในการถ่ายเอกสารเนื่องจากมีราคาถูก ลดต้นทุน แต่ไม่เหมาะกับการพิมพ์เอกสาร เพราะกระดาษ 70 แกรม มีความบางทำให้การพิมพ์อักษรอาจทำให้น้ำหมึกซึมผ่านไปอีกด้านของกระดาษ หรือความไม่ชัดเจนของงานพิมพ์
ความหนาของกระดาษประมาณ 80 แกรม เป็นกระดาษที่นิยมใช้ในการพิมพ์เอกสารจากเครื่องปริ้นงานตามบ้านโดยทั่วไป เหมาะสำหรับการทำรายงานวิชาการ และรายงานต่าง ๆ เป็นกระดาษที่มีความหนาพอดี พิมพ์ชัดเจน
ความหนาของกระดาษประมาณ 90 แกรม เป็นกระดาษที่เหมาะสำหรับงานพิมพ์เอกสารสี มีความสวยงาม เหมาะสำหรับงานพิมพ์รายงานเช่นกัน และมีขนาดพอเหมาะอีกด้วย ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม แต่มีราคาสูงกว่า กระดาษ 80 แกรมเล็กน้อย
ความหน้าของกระดาษประมาณ 150 แกรม เป็นกระดาษที่เหมาะกับงานพิมพ์ที่ต้องการความสวยงาม ในระดับสูง เช่นงานพิมพ์หนังสือ 4 สี เป็นต้น แต่ไม่เหมาะกับงานพิมพ์เอกสารรายงานเนื่องจากหนาเกินไป และราคาแพง

ฉะนั้นการเลือกซื้อกระดาษควรศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนซื้อ อย่าซื้อเพราะว่าราคาถูก แต่ขาดการตรวจสอบรายละเอียดต่างๆ ของสินค้า ควรอ่านให้รอบคอบก่อนซื้อมิฉะนั้นท่านอาจเสียเงินซื้อใหม่

เขียน วันที่ 14/05/2554
ผู้เขียน พยัคฆ์กูรู


อ้างอิงข้อมูลจาก
www.newnaew.net

รูปแบบการเขียนรายงานวิชาการ

รูปแบบการเขียนรายงาน


การเขียนรายงานเป็นกระบวนการฝึกตนให้เป็นนักค้นคว้า นักแสวงหาความรู้
เพราะความรู้ที่ได้จากค้นคว้าเป็นความรู้ที่เกิดการการลงมือศึกษาอย่างจริงจังและได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ
ฉะนั้นจึงจะเห็นได้ว่าการเขียนรายงานมีตั้งแต่ระดับพื้นฐานที่ นักเรียนต้องศึกษาค้นคว้าไปส่งครู แต่การเขียนรายงานของนักเรียนนั้นไม่ได้เน้นในเรื่องการจัดรูปแบบความถูกต้องตามหลักวิชาการ เป็นเพียงการปูพื้นฐานของการเขียนรายงานในขั้นต่อไป เน้นการฝึกค้นคว้าเป็นส่วนใหญ่
ซึ่งผู้เขียนของอธิบายการเขียนรายงานต่างๆ พอสังเขปดังนี้
การเขียนรายงานขั้นพื้นฐาน การเขียนรายงานขั้นศึกษาเอกเทศ การเขียนรายงานการค้นคว้าแบบอิสระ การเขียนรายงานการวิจัย การเขียนรายงานภาควิทยานิพนธ์ การเขียนรายงานดุษฎีนิพนธ์ เป็นต้น
การเขียนรายงานที่กล่าวมาข้างต้นเห็นว่าในสายการศึกษา มีการฝึกเขียนรายงานเป็นขั้นเป็นตอน โดยการเขียนรายงานเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ซึ่งการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นการปูพื้นฐานการเป็นนักค้นคว้าเอกสาร
เช่น การทำรายงานของเด็กนักเรียน ครูผู้สอนมอบหมายให้เด็กไปศึกษาค้นคว้าในหัวเรื่องต่างๆ ตามห้องสมุด อินเตอร์เน็ต เป็นการฝึกค้น และคว้ามาใช้ในการทำรายงาน
รายงานขั้นพื้นฐานขั้นต้นที่ไม่ยุ่งยาก ง่ายๆ เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่มีอยู่แล้วในหนังสือหรือในแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ เพียงแต่ต้องการให้ฝึกสืบค้นเป็น ถือว่าใช้ได้ในระดับหนึ่ง

การเขียนรายงานระดับอุดมศึกษาตอนต้น เช่น การศึกษาเอกเทศ การค้นคว้าแบบอิสระ ภาคนิพนธ์ เป็นการฝึกฝนนักศึกษาให้มีความรู้ความสามารถในการเขียนรายงานให้เป็น รู้จักการจัดพิมพ์เอกสารให้ถูกต้องตามหลักวิชาการหรือตามกฎเกณฑ์ที่สถาบันทางการศึกษากำหนดไว้ เพื่อเป็นการสร้างความรู้ความเข้าในการเขียนรายงานสู่การเป็นนักเรียนรู้ นักศึกษาแสวงหาความรู้ด้วยตนเองเป็น รู้จักตั้งคำถาม รู้จักตั้งโจทย์ปัญหาที่ต้องการศึกษา รู้จักการวางแผนการศึกษา รู้จักการศึกษาค้นคว้าเอกสารที่มีคุณภาพเป็น แยกแยะเอกสารที่ถูกต้องมีความสมบูรณ์ได้ รู้จักการสร้างเครื่องมือด้วยการนำเครื่องมือผู้อื่นมาประยุกต์ หรือสร้างเองตามแต่สมควร รู้จักการเคารพทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น คือ การให้เกียรติเจ้าของผลงานที่นำมาใช้งานรายงานด้วยการอ้างอิงหรือการทำบรรณนุกรม เป็นต้น
การเขียนรายงานของนักศึกษาระดับปริญญาตรีจึงเป็นสิ่ง จำเป็นในการสร้างความรู้ความเข้าใจก่อนจบการศึกษาเพื่อนำความรู้ที่ได้รับไป พัฒนาหน้าที่การงานของตนในสายต่างๆ รู้จักการทำวิจัยขั้นพื้นฐาน วางรากฐานการเป็นนักค้นคว้า
ไม่ใช่แค่เป็นนักคว้าอย่างเดียว ต้องรู้จักค้นคว้า เพราะการศึกษาในระดับอุดมศึกษาขึ้นชื่อว่าบัณฑิต ย่อมรู้จักแสวงหาความรู้ อันเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการพัฒนาตนสู่การเป็นบัณฑิตที่แท้จริง


การเขียนรายงานระดับกลาง คือ การทำวิทยานิพนธ์ หรือการศึกษาค้นคว้าแบบอิสระ เป็นการศึกษาขั้นบัณฑิตศึกษา หรือมหาบัณฑิต นับว่าเป็นการศึกษาระดับสูง คือ ต้องมีความรู้ความชำนาญสูงกว่าบัณฑิต ด้วยการรู้จักการสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเอง ไม่ลอกผลงานของผู้อื่น นั้นคือการเป็นมหาบัณฑิตที่สมบูรณ์พร้อม การได้ชื่อว่ามหาบัณฑิตในอดีตถือว่าเป็นเกียรติยศยิ่งของการศึกษาระดับสูง แสดงถึงความมีความรอบรู้ในเรื่องราวต่าง ๆ อย่างเข้าใจ
การเขียนรายงานวิทยานิพนธ์จึงเป็นการรายงานผลงานสร้างสรรค์ผลงานขึ้นจากกระบวนการคิดที่แปลกใหม่
การเขียนดุษฎีนิพนธ์ คือ การเขียนรายงานระดับสูง เนื่องด้วยดุษฎีนิพนธ์เป็นรายงานการสร้างองค์ความรู้ใหม่ สำหรับผู้ศึกษาระดับปริญญาเอก ซึ่งเป็นการศึกษาขั้นสูงสุดของการศึกษา แสดงถึงภูมิปัญญาที่ตกผลึกทางความรู้ความคิดของบัณฑิตชั้นสูง ผู้เป็นยอดของบัณฑิต สร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ๆ ในสายการศึกษานั้น ๆ
การเขียนรายงานการวิจัย คือ การเขียนรายงานผลการทดลอง ผลการค้นคว้า ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ เป็นแนวคิดทฤษฎีใหม่ ๆ หรือนวัตกรรมที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม การเขียนรายงานการวิจัยจึงเป็นการอธิบายถึงขั้นตอนการทดลอง ความเป็นมาของการทดลอง หน่วยงานที่จัดทำ ผลของการทดลอง เป็นต้น รายงานการวิจัยจึงเป็นศาสตร์ของการเขียนรายงานขั้นสูงที่น่าสนใจ สำหรับผู้ต้องการเรียนรู้
ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่ารูปแบบของการเขียนรายงานมีลำดับขั้นของการเขียนที่แตกต่างกันทางระดับการเรียนรู้ เพื่อให้การเขียนรายงานถูกต้องตามหลักการและเป็นการสร้างความรู้ให้ กับผู้เขียนรายงานเองได้พัฒนาความสามารถของตนเองด้วยภูมิปัญญาที่มีอย่าง เต็มศักยภาพ และเป็นไปตามรูปแบบที่กำหนด
การเขียนรายงานจึงขึ้นอยู่กับเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดจากการทำรายงาน รายงานเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงถึงการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นขั้นตอนเป็นระบบ ตามแบบแผนที่ยอมรับโดยทั่วไป
รูปแบบการเขียนรายงานการวิจัยจึงมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับความต้องการในการศึกษาค้นคว้า

เขียน วันที่ 14/05/2554
ผู้เขียน พยัคฆ์กูรู

อ้างอิงข้อมูลจาก

newnaew.net